กบข. มองเศรษฐกิจโลกไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลง

กบข. มองเศรษฐกิจโลกไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลง

กบข. มองไตรมาส 4 เศรษฐกิจโลกขยายตัวเป็นบวกแต่ชะลอตัวลง เหตุจากโควิด ส่งผลให้ปัญหา Supply Chain Disruption ยืดเยื้อ เพิ่มความกังวล Stagflation นักลงทุนทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างระมัดระวังให้สอดคล้องตามสถานการณ์เศรษฐกิจ

ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวเป็นบวกแต่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่3 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 4 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ทำให้เกิดปัญหา Supply Chain Disruption (ห่วงโซ่อุปทานเกิดภาวะชะงักงัน) ทั้งในภาคผลิต ภาคบริการ และตลาดแรงงาน มีความยืดเยื้อมากขึ้น และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินกว่าการคาดการณ์ทั่วไปรวมถึงเป้าหมายเสถียรภาพราคาของธนาคารกลางหลัก ๆ อีกทั้งยังสร้างความกังวลStagflation (ภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจไม่ขยายตัว) ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่เริ่มมีท่าทีเข้มงวด รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่เริ่มแสดงประมาณการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ในปีถัด ๆ ไป เร็วกว่าที่ตลาดประเมินนอกจากนี้ ความเข้มงวดของรัฐบาลจีนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน และปัญหาหนี้ภาคธุรกิจในจีนได้สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี จากความเสี่ยงต่าง ๆ ข้างต้น จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แต่จะไม่ชะงักงัน ทำให้ความน่าจะเป็นที่จะเกิดภาวะ Stagflation ยังมีไม่มากนัก อย่างไรก็ดี หลายภาคส่วนต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่าที่คาด เพื่อกลับเข้าใกล้เคียงระดับปกติ พิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น อัตราผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดแต่ละระลอกที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรได้เป็นส่วนใหญ่ และการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนาในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แนวโน้มการเคลื่อนที่ (Mobility Trends) ของผู้คนทั่วโลกที่โดยรวมแล้วทรงตัวได้ค่อนข้างดีท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ในระลอกหลัง ความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อโลกและเศรษฐกิจหลัก ที่เริ่มทรงตัว แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง เป็นผลมาจากปัญหาด้านอุปทานตึงตัวที่น่าจะผ่อนคลายขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ดีขึ้น แม้ว่ายังมีความกังวลจากการปรับตัวกลับเข้าใกล้ภาวะปกติที่ต้องใช้เวลาพอสมควรของการผลิตสินค้าที่ต้องใช้ semiconductor ที่กำลังขาดตลาด และผลจากอุปสงค์โลกโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีแนวโน้มชะลอลง สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่การขยายตัวถึงจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นเศรษฐกิจจีนนั้น กบข. ประเมินว่าการดำเนินการเข้มงวดด้านนโยบายและจัดระเบียบในหลาย ๆ อุตสาหกรรม (Regulatory Crackdown) เพื่อความยั่งยืนและความมั่งคั่งรวมกัน ( Common Prosperity) ยังคงมีต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว แม้ว่าจะมีผลกระทบเชิงลบระยะสั้น และจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งEvergrande กบข. คาดว่ารัฐบาลจีนอาจมีการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งธนาคารกลางจีน (PBoC) เสริมสภาพคล่องในช่องทางต่าง ๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระบบการเงิน

สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าประเทศคู่ค้า แต่เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะไม่กลับมารุนแรง อีกทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) อาจกลับมาเกินดุลได้ในปี 2565 หลังการเปิดประเทศในช่วงปลายปี 2564

ด้านมุมมองต่อการลงทุนและจัดสรรสินทรัพย์ การทยอยลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตราสารทุนอย่างระมัดระวังมีความเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และนโยบายของ Fed ที่จะทยอยลดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าในระบบ อย่างไรก็ดีระบบการเงินยังมีสภาพคล่องในระดับสูงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวเป็นบวก หนุนให้คงระดับการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าสัดส่วนผลประเมินความเหมาะสมในการรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Suitability Test) รวมทั้งการถือครองสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลายได้

นอกจากนี้ กบข. คาดว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอายุ 10 ปีของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ณ สิ้นปี 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 1.6% ซึ่งประเมินจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ติดลบในปัจจุบัน อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ส่วนค่าเงินบาท กบข. ประเมินว่าช่วงที่เหลือของปี 2564 แกว่งตัว แต่จะอ่อนค่าได้ไม่น่าเกินประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้เมื่อเข้าสู่ครึ่งแรกของปี 2565 จากการที่หลายประเทศตลาดเกิดใหม่น่าจะกลับมาฟื้นตัวและขยายตัวได้ดีกว่าประเทศตลาดเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

 

ข่าวเกี่ยวข้อง